หยุด!! เชื่อการอ้างฎีกา

รู้ทัน!! ไม่ติดคุก!! ไม่สูญเงิน

#ความรู้กฎหมายลิขสิทธิ์เบื้องต้น
ฉบับประชาชน

 จากกรณีที่เจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่
นำคลิปเพลงจากยูทิวป์ (Youtube) มาเปิดให้ลูกค้าในร้านฟัง
และถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ของค่ายเพลงพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจบุกจับ
จนต้องยอมจ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท เพื่อยอมความในคดีอาญา และต่อมา
มีการเผยแพร่ความเห็นของนักกฎหมายที่ให้ความเห็นทำนองว่า
การที่เจ้าของร้านขายอาหารเปิดเพลงให้ลูกค้าฟัง หากไม่แสวงหากำไรจากการเปิดเพลง
ย่อมไม่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ โดยให้เหตุผลว่า ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้
พร้อมยกคำพิพากษาดั่งกล่าวไว้นั้น

 

ข้อนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดโดยสิ้นเชิง เนื่องจาก แท้จริงแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงดั่งกล่าว เป็นกรณีที่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของกฎหมายลิขสิทธิ์ไว้โดยตรงแต่อย่างใด แต่กรณีเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาวินิจฉัยกฎหมายในส่วนวิสบัญญัติ หรือหากกล่าวให้ประชาชนเข้าใจก็คือ กฎหมายในส่วนที่กำหนดวิธีพิจารณาคดีที่คู่ความในคดี และศาลต้องปฏิบัติในการพิจารณาคดีในศาล กล่าวคือ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนั้น อยู่ในระบบศาลยุติธรรม ระบบพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมของไทย เป็นระบบกล่าวหาที่คู่ความมีหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล โดยศาลเป็นคนกลางในการตัดสิน แต่ไม่มีหน้าที่ในการค้นหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด
ระบบกล่าวหานี้ คู่ความฝ่ายผู้กล่าวหาหรือโจทก์มีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิด หากบรรยายคำฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด ย่อมมีผลต่ออำนาจของศาลที่ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยผู้ถูกกล่าวหาได้ เนื่องจาก การบรรยายคำฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิดย่อมกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยที่ไม่อาจต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึง เห็นได้ชัดว่า โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อหากำไรเท่านั้น แต่ไม่บรรยายคำฟ้องให้ปรากฏว่า ที่ว่าหากำไรนั้น จำเลยหากำไรอย่างไร และการหากำไรนั้นเป็นผลโดยตรงจากการเปิดเพลงอย่างไร เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด ศาลย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ เพราะจะไปกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย จำต้องพิพากษายกฟ้อง จึงเห็นได้ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึงไม่ใช่กรณีที่ศาลวินิจฉัยในเนื้อหาของบทลงโทษในกฎหมายลิขสิทธิ์โดยแท้ แต่เป็นการวินิจฉัยในบทกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่กำหนดระเบียบวิธีในการพิจารณาคดีเท่านั้น 

ด้วยเหตุนี้ การที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดจะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ย่อมไม่อาจนำคำพิพากษาศาลฎีกาดั่งกล่าวมาใช้วินิจฉัยถึงการกระทำนั้นได้ เพราะแท้จริงแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกา เป็นเพียงการตีความ หรือการบังคับใช้กฎหมายของผู้ที่มีความรอบรู้เชี่ยวชาญ แต่ก็พึงระลึกอยู่เสมอว่า คำพิพากษาศาลฎีกานั้น ไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย ไม่ใช่กฎหมาย

ความจริงแล้ว ในการเผยแพร่ความคิดเห็นของนักกฎหมายที่ไม่ถูกต้องดั่งกล่าว ก็พบว่า มีนักกฎหมายท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดั่งกล่าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า เป็นความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเองอยู่ เนื่องจาก ความคิดเห็นถัดมาที่จะชี้ลงไปว่า การกระทำของเจ้าของร้านกาแฟนั้น เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ กลับแสดงความคิดเห็นย้อนกลับไปที่มาตรา ๓๑ ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฯ อันเป็นบทมาตราที่ระบุถึงการละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม ผลก็คือ เป็นความคิดเห็นที่ติดขัดไม่อาจไปได้โดยตลอดสาย

(อนึ่ง ในทัศนะของผมเห็นว่า คำพิพากษาฎีกาที่มีการกล่าวอ้างถึงดั่งกล่าว ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายไว้หลายชั้น ทั้งสร้างความสมดุลในการบังคับใช้กฎหมายไว้ กล่าวคือ กรณีมิใช่เป็นเพียง “คำฟ้องเคลือบคลุม” ที่เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะยื่นคำฟ้องที่สมบูรณ์กลับเข้ามาใหม่ได้ภายในกำหนดอายุความ แต่กรณีเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาวางหลักกฎหมายไปไกลกว่านั้นที่มีผลทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปทั้งเรื่อง โดยโจทก์ไม่อาจยื่นคำฟ้องกลับเข้ามาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อพิจารณานี้ ผมขออนุญาตที่จะกล่าวเป็นเชิงหมายเหตุติดไว้เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองไว้ล่วงหน้าเท่านั้น เนื่องจาก เป็นข้อพิจารณาที่มีความซับซ้อนในทางวิชาการจนอาจไปเพิ่มความสับสนให้กับประชาชนยิ่งขึ้นไปอีก ถึงกระนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมขอสร้างความรับผิดชอบไว้ก็คือ ผมกล้าให้คำยืนยันว่ากรณีตามคำพิพากษาฎีกาที่มีการอ้างถึงดั่งกล่าว เป็นเรื่องที่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยเข้าไปในเนื้อหาของกฎหมายลิขสิทธิ์โดยตรงแต่อย่างใด) 

ก่อนไปที่ความคิดเห็นว่า การกระทำของเจ้าของร้านกาแฟนั้น เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ผมขอเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายลิขสิทธิ์ต่อประชาชน โดยขออนุญาตตัดรายละเอียดในทางวิชาการลงไปบ้าง เพราะหากใส่ลงโดยครบถ้วน ย่อมไม่เกิดประโยชน์ เพราะจะทำให้ประชาชนสับสนจนไม่อาจจับหลักกฎหมายใดๆ ได้ ทั้งการนำเสนอเพียงบางส่วนแต่เป็นส่วนที่เป็นข้อสาระสำคัญ ย่อมเป็นฐานที่ประชาชนจะใช้ในการต่อยอดความรู้ให้แตกฉานออกไปได้

หลักกฎหมายที่ประชาชนควรรู้เป็นพื้นฐานก็คือ ลิขสิทธิ์นั้น ย่อมส่งผลทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ ดั่งต่อไปนี้                                                                                                                      
(๑)  ทำซ้ำ หรือดัดแปลง

(๒)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน

(๓)  ให้เช่าต้นฉบับ หรือสำเนา

(๔)  ให้ประโยชน์อันเกิดแก่ลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น

(๕)  อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ ตาม (๑) (๒) หรือ (๓)

สิทธิแต่ผู้เดียวดั่งกล่าว ย่อมทำให้ผู้อื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่มีสิทธิที่จะไปกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ มิฉะนั้น ย่อมเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ โดยแยกเป็น

(ก)   การละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม

มาตรา ๓๑ ผู้ใดรู้อยู่แล้ว หรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้น เพื่อหากำไร ให้ถือว่า ผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำ ดังต่อไปนี้

(๑)  ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ

(๒)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน

(๓)  แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์

(๔)  นำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

ผมเห็นว่า ข้อความในบทกฎหมายข้างต้น เป็นข้อความที่เข้าใจได้โดยง่าย แต่นักกฎหมายเองก็พลาดในการหยิบขึ้นมาใช้ เนื่องจาก ไม่เข้าใจในบริบทของมาตรานี้ หากเข้าใจในบริบทของมาตรานี้ ย่อมไม่เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่

บริบทของมาตรานี้ก็คือ มาตรานี้ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ มิได้สร้างงานที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้นโดยตรง แต่มีผู้อื่นสร้างงานอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้น จากนั้น ผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ จึงไปกระทำต่องานอันละเมิดลิขสิทธิ์นั้นอีกชั้นหนึ่ง เช่นนี้ กฎหมายจึงดูที่เจตนาของผู้กระทำตามมาตรานี้เป็นหลักว่า มีเจตนาเพื่อแสวงหากำไรหรือไม่ หากไม่มีเจตนาดั่งกล่าว กฎหมายก็ไม่ประสงค์ที่จะลงโทษ เช่น คนเก็บขยะเก็บแผ่นซีดีผีจากกองขยะ แล้วนำไปวางขายเป็นต้น 

(ข)   การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง

มาตรา ๒๗ การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๕ (๕) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดั่งต่อไปนี้

(๑)  ทำซ้ำ หรือดัดแปลง

(๒)  เผยแพร่ต่อสาธารณชน

เช่นเดียวกัน ผมเห็นว่า ข้อความตามบทกฎหมายดั่งกล่าว เป็นที่เข้าใจได้โดยง่ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมต้องเตือนประชาชนก็คือ มาตรานี้ให้ความคุ้มครองต่องานอันมีลิขสิทธิ์อย่างกว้างขวาง โอกาสที่ประชาชนจะมีความผิดตามมาตรานี้ มีความเป็นไปได้สูง เช่นการเปิดคลิป หรือบันทึกคลิปในยูทิวป์ (Youtube) ก็ถือเป็นการทำซ้ำ การนำไปจำหน่าย หรือเปิดให้ลูกค้า หรือเพื่อนฝูงฟังก็เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณะ เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรานี้ทั้งสิ้น

โดยมีข้อที่ประชาชนพึงตระหนักอยู่ประการหนึ่งก็คือ การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงนั้น แม้ผู้กระทำจะไม่มีเจตนาเพื่อแสวงหากำไรก็เป็นความผิด 

ด้วยข้อพิจารณาอย่างนี้ และเพื่อให้บทความนี้มีประโยชน์ต่อประชาชนในเชิงรูปธรรม ผมขอแนะนำถึงการกระทำบางอย่างต่องานอันมีลิขสิทธิ์ที่แม้เป็นการทำซ้ำ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ก็ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ อาทิ
การบันทึกงานอันมีลิขสิทธิ์ แม้เป็นการทำซ้ำ แต่หากเก็บไว้ฟัง หรือดูเอง หรือให้บุคคลในครอบครัวรวมถึงญาติสนิทฟังหรือดู ไม่ผิดละเมิดลิขสิทธิ์ สามารถทำได้ การแชร์คลิปจากยูทิวป์ (Youtube) สามารถทำได้ ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากทำดั่งต่อไปนี้

(๑)  ให้เลือกคลิปที่เป็นของเจ้าของค่ายเพลง โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นเพลงไทย มักมีถ้อยคำประชาสัมพันธ์ที่คลิปนั้นว่า Official MV หรือ Official Audio

(๒)  เมื่อแชร์คลิปจากยูทิวป์แล้ว ให้ลองคลิกที่คลิปที่ปลายทางว่า ลิงค์กลับไปที่ยูทิวป์ หรือไม่ หากลิงค์กลับไป
แชร์ได้ไม่เป็นความผิด

(๓)  การกอปปี้ (Copy) ลิงค์จากยูทิวป์ มาวางในเว็บไซต์ต่างๆ ไม่ควรทำเพราะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจาก เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะไม่ลิงค์กลับไปที่ยูทิวป์ แต่มีข้อสังเกตุว่า สำหรับ facebook แล้ว แม้กอปปี้ลิงค์มาวางใน facebook ทาง facebook ก็จะลิงค์กลับไปที่ยูทิวป์เช่นกัน ซึ่งในทัศนะของผมเห็นว่า ในกรณีอย่างหลังนี้ ทำได้ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด 

มาถึงตรงนี้ เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาที่การกระทำของเจ้าของร้านกาแฟที่เปิดเพลงในยูทิวป์ให้ลูกค้าฟัง หากมีการตั้งคำถามว่า การกระทำดั่งกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ผมเชื่อว่า ประชาชนเริ่มจะพิจารณาได้แล้วว่า กรณีดั่งกล่าว ไม่ใช่การละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม ตามมาตรา ๓๑ แต่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงตามมาตรา ๒๗
เพราะเมื่อบันทึกคลิปจากยูทิวป์ ก็นับว่ามีการทำซ้ำเกิดขึ้น หากเก็บไว้ฟังเอง หรือเก็บไว้ฟังภายในครอบครัว กฎหมายไม่ประสงค์จะลงโทษ จึงไม่เป็นความผิด แต่เมื่อนำไปเปิดให้ลูกค้าฟัง ก็ย่อมเป็นความผิด

ขอย้ำว่า มาตรา ๒๗ นี้ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง ดั่งนั้น แม้ไม่มีเจตนาเพื่อแสวงหากำไร ก็เป็นความผิด 

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของผมเห็นว่า แท้จริงแล้ว กฎหมายลิขสิทธิ์มีทั้งโครงสร้างที่ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และโครงสร้างที่ให้ความคุ้มครองต่อประโยชน์สาธารณะ แต่ปัญหาก็คือ การบังคับใช้กฎหมายของศาลชั้นต้น มักมุ่งไปที่โครงสร้างแรก ปัญหาถัดมาก็คือ คดีลิขสิทธิ์มักจบลงที่การไกล่เกลี่ย หรือแม้ไปไกลถึงชั้นพิจารณาของศาล ก็มักจบลงที่ศาลชั้นต้น โอกาสที่ศาลฎีกาจะวางบรรทัดฐานในโครงสร้างที่สองจึงไม่มี ตรงนี้
ผมต้องฝากทนายความทุกท่านพยายามผลักดันประเด็นปัญหาในโครงสร้างที่สองนี้ให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อที่ศาลฎีกาจะได้วางบรรทัดฐานในโครงสร้างที่สองนี้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในส่วนของผมทำแล้ว ทั้งได้เขียนบทความในเรื่องนี้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้มีการต่อสู้ในประเด็นปัญหาเหล่านี้กันมากขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะการสร้างบรรทัดฐานใหม่ๆ นั้น ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อความสำเร็จ และไม่สำเร็จพอๆ กัน 

สิ่งหนึ่งที่สนับสนุนความคิดเห็นของผมในประเด็นหลังนี้ ก็คือ กรณีสิทธิแต่ผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ในการจำหน่าย ซึ่งโดยทฤษฎีกฎหมายนั้น พึงมีแต่เฉพาะสำหรับการจำหน่ายครั้งแรกเท่านั้น ไม่ควรมีอยู่ตลอดไป
ตามหลัก Exhaustion of Right แต่ปัญหาก็คือ การบังคับใช้กฎหมายของศาลชั้นต้น มักบังคับใช้กฎหมายไปในโครงสร้างแรก กล่าวคือ มักลงโทษต่อคนที่ซื้องานอันถูกลิขสิทธิ์มา แล้วใช้ แล้วขายต่อ เช่นซื้อแผ่นวีซีดีหนัง หรือซีดีเพลงที่เป็นแผ่นแท้มา ต่อมา เมื่อดูหรือฟังเบื่อแล้วจึงนำมาจำหน่าย กลับตกเป็นผู้กระทำความผิดข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เจ้าของแผ่นไป ประเด็นปัญหานี้ ไม่เคยถูกผลักดันขึ้นสู่ศาลฎีกาดั่งกล่าวมา จนที่สุด เมื่อปีที่ผ่านมา พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้มีการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ และนำหลัก Exhaustion of Right ไปบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรเสียให้ชัดแจ้ง เพื่อเป็นการรับรองสิทธิของประชาชนที่จะจำหน่ายในครั้งต่อไปได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ 

ประพันธ์โดย
เกี้ยงเต็ก (ทค. กิตติศักดิ์ แพทย์โอสถ)

๒ ก.ค. ๒๕๕๙

ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ประพันธ์

อนุญาตให้เผยแพร่ได้
โดยให้เครดิตแก่ผู้ประพันธ์


Hashtag (facebook)

#หยุดเชื่อการอ้างฎีกา

#รู้ทันไม่ติดคุก

#ความรู้กฎหมายลิขสิทธิ์เบื้องต้นฉบับประชาชน

#ข้อหาฟังเพลงของแกรมมี่

#เปิดเพลงของแกรมมี่ในร้านอาหารผิดไม่ผิด
powered by ธุรกิจไทย GO ONLINE