(ฉบับย้อนหลัง)

ท่านสามารถอ่านฉบับปัจจุบัน และทุกฉบับได้ที่

http://www.facebook.com/thaenaik หรือ

http://www.facebook.com/thaenaik1

บทความ: ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย (Criminal
Justice Reform) ฉบับที่่ ๑ ตอน คดีหมอมุก กับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย

ก่อน อื่นต้องกล่าวขอบคุณต่อคุณ Ku Kukkai เพื่อนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุค (Facebook Social Network) อีกครั้ง ที่ได้จุดประเด็นด้วยการแสดงความคิดเห็นไว้ท้ายบทความ “อาชญากรคอเชิร์ตขาว” ของผู้เขียน จนเป็นที่มาแห่ง บทความนี้

อ่านความคิดเห็นนั้น
 

http://www.facebook.com/note.php?note_id=110549552371451

ดั่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป จนก่อตัวเป็นกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ของสังคมอยู่ในเวลานี้ ทั้งมีการตั้งคำถาม โดยมีการนำไปเทียบเคียงกับ คดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งผู้กระทำความผิดอันทรงอิทธิพล เป็นคนมีสี หรือเป็นลูกเศรษฐีมีเงิน ล้วนรอดคุกรอดตะราง อันแตกต่าง ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงกับกรณีของประชาชนทั่วไป ซึ่งมีไม่น้อยที่จำต้องตกเป็นแพะ ทนรับบาปอยู่ในคุก ในสิ่งที่ตนมิได้ก่อ

สังคมได้ตั้งคำถามว่า คดีหมอมุก (พันตรีแพทย์หญิงหทัยพร อิ่มวิทยา แพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎ) นั้น ที่สุดแล้วผู้กระทำความผิดจะรอดคุก รอดตะราง เฉกเช่นเดียวกันนั้นหรือไม่? นี้คือคำถามของสังคม

ก่อนไปถึงคำตอบ เรามาทบทวนถึงข้อเท็จจริงในคดีหมอมุกอันปรากฏจากการนำเสนอของสื่อสารมวลชนกันอีกครั้ง ซึ่งข้อเท็จจริงดั่งกล่าวโดยสังเขป มีอยู่ว่า คดีนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา โดยประมาณ ณ บริเวณ หน้าบ้านซึ่งเปิดเป็นคลินิกชื่อเสาวรสของหมอมุก ถนนเศรษฐศิริ กรุงเทพฯ ต่อมา วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ แพทย์หญิงพรรณกร อิ่มวิทยา อาจารย์แพทย์ โรงพยาบาลศิริราช มารดาของหมอมุกได้เข้าร้องเรียนต่อ รายการข่าว ๓ มิติ สถานีโทรทัศน์สี ช่อง ๓ เพื่อให้ช่วยเป็นสื่อกลางขอความเป็นธรรม ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี ทั้งนี้ เนื่องจากคดีไม่มีความคืบหน้า โดยมารดาหมอมุกเปิดเผยในทำนองว่า ในคืนเกิดเหตุ ภายหลังจากที่ตน และหมอมุกได้กลับจากการไปทำธุระนอกบ้าน พบว่า ที่บริเวณหน้าบ้านซึ่งเปิดเป็นคลินิก มีรถมาจอดขวางอยู่ ตน และหมอมุกจึงได้จดเลขทะเบียนรถ แล้วนำไปให้ทางร้านอาหารสามเสนวิลล่า ช่วยประกาศแจ้งต่อ เจ้าของรถเพื่อให้มาเลื่อนรถคันดั่งกล่าวออกไป ทั้งนี้ เหมือนเช่นทุกครั้งที่เคยทำมา แต่ในระหว่างที่รอให้เจ้าของรถออกมาเลื่อนรถอยู่นั้น หมอมุกได้ไปเข้าห้องน้ำภายในบ้านซึ่งเปิดเป็นคลินิกดั่งกล่าว จึงได้จอดรถตรงบริเวณนั้นเพื่อรอขับเข้าบ้าน หลังจากนั้น มีชายซึ่งคนแถวนั้นทราบกันดีว่าเป็นทหาร เดินออกจากร้านอาหาร เพื่อมาเลื่อนรถให้ แต่รถของหมอมุกจอดประกบซ้อนอยู่ เป็นเหตุให้ต้องเข็นรถคันหน้าเพื่อขับรถออกไป และด้วยความโมโห คนในรถของทหารคันนั้น จึงได้เขียนข้อความไว้บนกระจกรถของหมอมุกด้วยถ้อยคำหยาบคาย จากนั้นเมื่อทหารคนดังกล่าว เข็นรถคันหน้าเพื่อให้รถของตนขับออกไปได้แล้ว ก็ได้ขับรถออกไปอย่างเร็ว และจอดรอหมอมุกอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม เมื่อหมอมุกเดินกลับออกมา รถคันก่อเหตุได้เลี้ยวกลับมา และขับด้วยความเร็วสูง พุ่งชนหมอมุก จนร่างกระเด็นไปไกลกว่า ๓๐ เมตร แรงถึงขนาดที่ ที่ปัดน้ำฝนทั้งสองข้างของรถคันก่อเหตุหลุดติดตัวหมอมุกไปด้วย

ต่อมา ในวันรุ่งขึ้นที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ พันเอกศักสิทธิ์ ภู่กลั่น พร้อมด้วยนายทหารพระธรรมนูญ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ทั้งได้ให้สัมภาษณ์ต่อ สื่อมวลชนในทำนองว่า ในวันเกิดเหตุ ตนพร้อมครอบครัวได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านสามเสนวิลล่า จากนั้นได้ออกจากร้านมาที่รถเพื่อเดินทางกลับ แต่ไม่สามารถนำรถออกไปได้ เนื่องจากมีรถจอดปิด ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ประกอบกับด้านข้างมีรถของหมอมุกจอดซ้อนอยู่ จึงมีปากเสียงกัน เนื่องจากบุตรสาวของตนได้ไปเขียนที่กระจกรถของหมอมุกว่า "จอดรถไม่มีมารยาท " ส่วนภรรยา ก็อ้างว่าเป็นที่สาธารณะ ซึ่งตนก็ได้ขับรถเคลื่อนออกมา แต่หมอมุก ได้ใช้มือทุบกระโปรงท้ายรถ ตนจึงพยายามโทรแจ้งตำรวจ ๑๙๑ แต่สายไม่ว่าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หมอมุก เดินมาหน้ารถ
ตนเกรงว่าจะมีเรื่องจึงได้เคลื่อนรถไปข้างหน้า ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นหมอมุกได้กระโดดขึ้นกระโปรงหน้ารถ พร้อมกับคว้าที่ปัดน้ำฝน ตนเกรงว่า จะชนหมอมุก จึงได้หยุดรถ และถอยหลังกลับ ทั้งได้หักรถหลบออกมา เบื้องต้นพนักงานสอบสวนยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาต่อ พันเอกศักดิ์สิทธิ์ แต่อย่างใด

ส่วนมารดาของหมอมุกได้เปิดใจต่อสื่อสารมวลชน ในวันถัดมาที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ ถึงกรณีการให้สัมภาษณ์ของพันเอกศักดิ์สิทธิ์ ดั่งกล่าวข้างต้น ในทำนองว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำรูป พันเอกศักดิ์สิทธิ์ มาให้ตนดู ตนมั่นใจว่า พันเอกศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่คนที่ขับรถชนลูกสาวอย่างแน่นอน เพราะจากที่ตนอยู่ในเหตุการณ์ จำได้ว่าคนที่ขับรถชนลูกสาวนั้นมีอายุน้อยกว่านี้ นอกจากนั้น มีการนำเสนอข่าวในทำนองว่า มีข่าวลือออกมาว่า พันเอกศักดิ์สิทธิ์ ออกมารับผิดแทน พันโท “ศ” นายทหารสังกัดกองพลน้อยที่ ๑ กองทัพบก ซึ่งมีบิดาคือ พลเอก “อ” ซึ่งเป็นนายทหารนอกราชการ

สำหรับอาการ ของหมอมุกนั้น ได้รับบาดเจ็บเลือดคลั่งที่สมอง เป็นเหตุให้ต้องพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยอาการหนัก (ICU.) ของโรงพยาบาลพระมงกุฎ ปรากฏอาการไม่รับรู้ และขยับตัวไม่ได้ แต่อาการดีขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันเริ่มรับรู้ ขยับตัวลุกนั่งได้บ้าง โดยอยู่ระหว่างการทำกายภาพบำบัด และได้ออกจาก ห้องผู้ป่วยอาการหนักแล้ว แต่ยังไม่อาจให้ปากคำได้ เนื่องจาก แพทย์แจ้งว่า ความจำยังไม่กลับคืนมา

________________________________________________________________________________

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตในคดีหมอมุกอยู่ประการหนึ่งว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็มักเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และความตื่นตัวของผู้คนในสังคมกันครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เงียบหายผสานเป็นเนื้อเดียวกับกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป จนกระทั่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นซ้ำอีก สังคมก็จะพากันวิพากษ์วิจารณ์ และตื่นตัวกันอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏการณ์เหล่านี้ ผู้เขียนเห็นว่า กรณีมิใช่เรื่องที่ผู้คนในสังคมได้พากันลืมเลือนปัญหานั้นไป และกลับมาตื่นตัวกันใหม่ในทุกครั้ง ที่เกิดปัญหานั้นขึ้น แต่กรณีเป็นเรื่องที่ปัญหานั้น ยังคงฝังอยู่ในจิตสำนึก และความรับรู้ของผู้คนในสังคม ทั้งมีความหวังอยู่ลึกๆ ในอันจักประสงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จนนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของสังคม (Criminal Justice Reform) ทั้งนี้ เพื่อความเสมอภาคในกฎหมาย อันพึงเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง เช่นนี้ ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปจึงมีว่า จริงหรือไม่? และถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่กระบวนการยุติธรรมไทยจักต้องมีการปฏิรูป (?)

________________________________________________________________________________

เพื่อมิให้เป็น “การตีหัว เข้าบ้าน” คำตอบต่อคำถามนี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างถึงข้อเท็จจริงในคดีซึ่งผู้เขียนเคยทำหน้าที่ทนายความว่าความให้แก่ ประชาชนซึ่งถูกจองจำอยู่ในคุกถึง ๓ ปี กว่าที่ความยุติธรรมจะเดินทางมาถึง กระนั้น ต้องขออนุญาตที่จะไม่กล่าวพาดพิงลงไปในรายละเอียดถึง หมายเลขคดี ชื่อศาล ตลอดจนชื่อคู่ความ ทั้งนี้ ด้วยพิจารณาเห็นว่า เป็นสิ่งอันอยู่นอกขอบเขตแห่งความจำเป็นต่อ ข้อพิจารณาตามประเด็นปัญหาแห่ง บทความนี้ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมไทยที่เป็นอยู่ โดยพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ หากข้อวิพากษ์วิจารณ์นี้ได้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาในภายหลัง

________________________________________________________________________________


ในคดีดั่งกล่าว มีจำเลยรวม ๒ คน จำเลยที่ ๒ ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวออกมาต่อสู้คดี แต่จำเลยที่ ๑ มีฐานะยากจนจึงมิได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว จึงจำต้องยอมทนถูกจองจำอยู่ตลอดระยะเวลาแห่งการดำเนินคดี โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง ส่วนศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในส่วนจำเลยที่๑ ซึ่งผู้เขียนทำหน้าที่ทนายความให้แก่ จำเลยที่ ๑ นั้น ส่วนจำเลยที่ ๒ ได้ว่าจ้างทนายความรวม ๒ คน คดีนี้ โจทก์ฟ้องในทำนองว่า เมื่อวันที่............. เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับ จำเลยที่ ๒ ขายยาบ้า จำนวน ๒๐ เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยขายให้แก่ .............และ............รวม ๒ คน เหตุเกิดที่............ซึ่งข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสาระสำคัญมีเพียงนี้ ประมาณว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสาระสำคัญทั้งหลายอื่นนั้น ให้ไปว่ากันในชั้นพิจารณาสืบพยานหลักฐานอันหากจะมีขึ้นต่อไป (??)

ต่อมา ในชั้นพิจารณาสืบพยานหลักฐาน พนักงานอัยการโจทก์ได้อ้างผู้ซื้อทั้งสองเป็นพยาน นอกจากนั้น โจทก์ยังมี เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนยศ จ่าสิบตำรวจ และผู้บังคับบัญชายศพันตำรวจตรี ตลอดจนพนักงานสอบสวนยศพันตำรวจโท ตามลำดับ ทางพิจารณาโจทก์ได้ความในทำนองว่า หนึ่งในพยานได้สั่งซื้อยาบ้าจากจำำเลยที่ ๒ ทางโทรศัพท์ และนัดส่งมอบยาบ้ากันในวันเดียวกันนั้น เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมาย พยานทั้งสองได้ไปยังสถานที่นัดหมาย พบจำเลยที่ ๑ ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีจำเลยที่ ๒ นั่งซ้อนท้าย และได้มีการซื้อขายยาบ้ากันในที่เกิดเหตุ โดยพยานทั้งสองอ้างว่า ในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอจากไฟฟ้าส่องทางสาธารณะ จึงเห็น และจดจำใบหน้าของจำเลยทั้งสองได้อย่างชัดเจนแม่นยำ โดยในส่วนของจำเลยที่ ๑ นั้น พยานทั้งคู่ได้ตอบคำถามสำทับของศาลด้วยว่า เคยเห็นหน้าจำเลยที่่ ๑ มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ทางพิจารณาโจทก์ ยังปรากฏต่อไปอีกในทำนองว่า เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนได้สืบทราบถึง พฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดของจำเลยทั้งสอง โดยมีข้อกล่าวอ้างเป็นพยานจากปากคำของเจ้าพนักงานตำรวจดั่งกล่าวไว้ในย่อหน้าก่อน รวม ๓ ปาก สำทับด้วยเอกสารรายงานการสืบสวนปราบปรามยาเสพติดซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนยศจ่าสิบตำรวจ ได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชายศ พันตำรวจตรี

ทางพิจารณาจำเลยที่ ๑ ได้ข้อเท็จจริงปรากฏตามข้อซักค้านของผู้เขียนในฐานะทนายความจำเลยที่ ๑ ต่อพยานโจทก์ทั้ง ๕ ปาก โดยแบ่งเป็นในสองปากแรกซึ่งเป็นผู้ซื้อ ได้ความในทำนองว่า ตามที่พยานทั้งสองได้ตอบข้อซักถามของพนักงานอัยการโจทก์ไปในทำนองว่า ภายหลังจากที่ได้แยกย้ายกับ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ แล้ว ต่อมา ในเวลาอันต่อเนื่องกันพยานทั้งสองได้ถูกจับกุมบริเวณด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายป้องกัน ปราบปราม เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบยาบ้าที่ตัวพยานทั้งสอง คนละ ๑๐ เม็ดนั้น กลับปรากฏข้อเท็จจริงจากข้อซักค้านของผู้เขียนในฐานะทนายความจำเลยที่ ๑ ในทำนองว่า พยานทั้งสองเห็นด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจก่อนถูกจับกุมในระยะ ๔๐๐ เมตร ซึ่งจากคำตอบนี้ ศาลซึ่งนั่งฟังคำเบิกความของพยานอยู่ ถึงกลับร้องอุทานว่า "ห่ะ" !! เป็นเหตุให้พยานนิ่งครุ่นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ในสถานะการณ์อย่างนี้ ผู้เขียนได้แต่พูดประคับประคองบังคับให้พยานเบิกความไปตามแนวทางที่ได้เบิกความไปแล้ว จนกระทั่ง พยานเบิกความใหม่ถึงระยะห่างก่อนถึงด่านตรวจนั้นว่า ๓๐๐ เมตร ศาลจึงบันทึกปรากฏในคำให้การพยานปากนี้ว่า ๓๐๐ เมตร นอกจากนั้น พยานโจทก์ทั้งคู่ยังเบิกความตอบข้อซักค้านของผู้เขียนต่อไปในแนวทางยอมรับว่า พยานทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ทั้งคู่ถูกจับกุมพร้อมกันในขณะพยานผู้สามีเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีพยานผู้ภรรยานั่งซ้อนท้าย ทั้งยอมรับต่อไปว่า ที่พยานเบิกความตอบข้อซักถามของพนักงานอัยการโจทก์ไปในทำนองว่า ในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอจากไฟฟ้าส่องทางสาธารณะ จึงเป็นเหตุให้เห็น และจดจำใบหน้าของจำเลยที่ ๑ ได้อย่างแม่นยำชัดเจนนั้น ความจริงแล้ว ในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างไม่พอ พยานจึงเห็นใบหน้าของคนขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งอ้างว่า เป็นจำเลยที่ ๑ ไม่ชัดเจนนัก ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังเบิกความตอบข้อซักค้านของผู้เขียนต่อไปด้วยว่า ที่พยานได้ตอบข้อซักถามของพนักงานอัยการโจทก์ไปในทำนองว่า ภายหลังจากที่พยานถูกตั้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภทหนึ่งไว้ในครอบครอง คนละ ๑๐ เม็ด จนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในวันรุ่งขึ้น ต่อมาอีก ๓ วัน จึงมีเจ้าพนักงานตำรวจไปตามพยานทั้งสองที่บ้าน และพาไปพบพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำไว้เป็นพยาน พร้อมทั้งได้ทำแผนประกอบคำให้การเป็นพยานในคดีนี้ไว้เป็นหลักฐานด้วยนั้น ความจริงแล้ว มีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นประทวนจำนวน ๓ นาย เป็นผู้ไปตามพยาน ซึ่งตำรวจทั้ง ๓ นายนั้น ได้ร่วมกันทำเอกสาร พร้อมภาพถ่ายประกอบคำให้การเป็นพยาน เอกสาร และภาพถ่ายประกอบคำให้การเป็นพยาน จึงมิใช่กรณีที่ผู้บังคับบัญชา และพนักงานสอบสวนได้ร่วมกันจัดทำขึ้นดั่งระบุอ้างไว้ในเอกสารการทำแผนประกอบคำให้การเป็นพยานตามที่โจทก์อ้างส่งศาลไว้แต่อย่างใด ทั้งเบิกความตอบข้อซักค้านของผู้เขียนต่อไปด้วยว่า ก่อนสอบปากคำเป็นพยานในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้พยานดูภาพถ่ายทะเบียนราษฎร์ของจำเลยทั้งสอง ส่วนข้อความที่พยานเขียนไว้ใต้ภาพถ่ายทะเบียนราษฎรของจำเลยที่ ๑ ในทำนองว่า จำเลยที่ ๑ เป็นคนร้ายที่ขายยาบ้าให้พยานทั้งสองนั้น แท้จริงแล้ว พยานเขียนตามข้อความที่เจ้าพนักงานตำรวจบอกให้เขียน ยิ่งไปกว่านั้น พยานทั้งสองยังเบิกความตอบข้อซักค้านของผู้เขียนต่อไปอีกว่า ตนทั้งคู่ถูกแยกฟ้องห่างกันราว หนึ่งเดือน ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภทหนึ่ง ไว้ในครอบครอง คนละ ๑๐ เม็ด โดยคดีดั่งกล่าว พยานทั้งสองให้การรับสารภาพ ซึ่งพยานจำได้เพียงว่า ศาลลงโทษปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท (ความจริงคือ ให้ลงโทษปรับ ส่วนโทษจำคุก ๖ เดือนนั้น ให้รอลงอาญาไว้.....ปี) โดยคดีทั้งสองดั่งว่านั้นได้ถึงที่สุดแล้ว เช่นนี้ พยานทั้งสองจึงอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากการถูกกันไว้ให้มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้

มีข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่งว่า ขณะพยานโจทก์ปากผู้ซื้อผู้สามีได้เบิกความตอบข้อซักค้านของผู้เขียนในฐานะทนายความจำเลยที่ ๑ อยู่นั้น พยานก้มหน้า ไม่สบตา (??) จนผู้เขียนต้องกล่าวเตือนพยานในทำนองว่า “เวลาเบิกความอย่าก้มหน้า อย่าหลบตา ให้เงยหน้า ให้สบตา” ส่วนพยานโจทก์ปากผู้ซื้อผู้ภรรยา ก็จักเป็นไปในทำนองเดียวกัน ที่เมื่อซักค้านลงไปถึงเหตุผลต่างๆ อันเป็นที่มาแห่ง ข้ออ้างของถ้อยคำพยานซึ่งตนได้เบิกความไว้ ก็กลับร้องไห้ และพูดว่า "พี่ถามหนูขนาดนี้ หนูไม่รู้ เป็นเรื่องของแฟน พี่ต้องถามแฟนหนู" (??)

นอกจากนั้น ทางพิจารณาจำเลยที่ ๑ ดั่งปรากฏตามข้อซักค้านของผู้เขียนในฐานะทนายความจำเลยที่ ๑ ทั้งต่อพยานโจทก์ในส่วนซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทั้ง ๓ ปากดั่งกล่าว และต่อพยานเอกสารโจทก์อันพนักงานสอบสวนได้จัดทำขึ้น ตลอดจนได้เก็บรวบรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนนั้น ก็เกิดข้อพิรุธ และความสงสัยตามสมควรมากมาย อาทิ พยานโจทก์ปาก จ่าสิบตำรวจ รับว่า สามีของจำเลยที่ ๒ มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดซึ่งพยานกำลังจับตามองอยู่ และรับในทำนองว่า พยานเห็นจำเลยที่ ๑ ชอบไปรวมกลุ่มสังสรรค์กันที่บ้านของสามีจำเลยที่ ๒ ทั้งรับในทำนองว่า เคยพยายามจับกุมจำเลยที่ ๑ มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่พบการกระทำความผิดใดๆ ตลอดจน ได้เบิกความตอบข้อซักค้านต่อไปในทำนองว่า ก่อนไปตามผู้ซื้อทั้งสองให้มาพบพนักงานสอบสวน พยานได้ค้นข้อมูลประวัติพบว่า จำเลยที่ ๑ เคยถูกลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด ซึ่งคดีนั้น พยานเป็นผู้จับกุม และดำเนินคดีกับ จำเลยที่ ๑ ส่วนข้อพิรุธ และความสงสัยตามสมควรอื่นนั้น ในที่นี้ ผู้เขียนของดเว้นที่จะกล่าวถึง
ทั้งนี้ เนื่องจาก ข้อพิรุธ และความสงสัยตามสมควรดั่งกล่าว จำต้องอาศัยข้ออธิบายในทางทฤษฎีกฎหมายจำนวนมาก โดยหากอธิบายไว้แต่เพียงบางส่วน ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจนอาจก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยตามมาไม่จบสิ้น ดั่งนั้น จึงเป็นความไม่สะดวกในอันจะนำมาบันทึกให้เป็นที่ปรากฏไว้ในบทความชิ้นนี้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นแนวทางแห่ง ความเข้าใจจึงขอยกตัวอย่าง สักหนึ่งตัวอย่าง อาทิ การที่พยานทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อเบิกความตอบข้อซักถามของโจทก์ว่า ได้ซื้อยาบ้ามาจากจำเลยทั้งสองนั้น ในทางทฤษฎีกฎหมายถือว่า เป็น “พยานซัดทอด” ซึ่งในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลชั้นต้นมักจะไม่รับฟังคำให้การซัดทอดนั้น เพื่อลงโทษจำเลย จนเป็นผลให้มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ถูกยกฟ้องเพราะ “คำให้การซัดทอด” ดั่งกล่าว ทั้งที่ในทางทฤษฎีกฎหมายแล้ว มิได้ห้ามในการที่ศาลจะรับฟังคำให้การซัดทอดนั้นเพื่อลงโทษจำเลยแต่อย่างใด ดั่งนั้น เนื่องจากมีปัญหาในทางปฏิบัติดั่งกล่าว ต่อมา จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยนำเอาทฤษฎีกฎหมายที่มิได้ห้ามศาลในอันจะรับฟังคำให้การซัดทอดนั้น เพื่อลงโทษจำเลยได้ มาบัญญัติไว้เสียให้ชัดเจน ซึ่งคดีนี้ ถูกฟ้องภายหลังจากที่บทบัญญัติดั่งกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว จึงอยู่ภายใต้บังคับแห่ง บทบัญญัติดั่งกล่าว

มาถึงตรงนี้ จึงทำให้เห็นได้ว่า จำเป็นต้องอธิบายต่อไปอีกว่า แล้วคำให้การซัดทอดอันเกิดจากคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อทั้งสองปากนั้น ไปเกี่ยวข้องอะไรกับ พยานโจทก์ปากเจ้าพนักงานตำรวจทั้งหลายในคดี
ข้อนี้ ก็ต้องอธิบายเพิ่มว่า ทางพิจารณาจำเลยที่ ๑ อันได้ข้อเท็จจริงปรากฏตามข้อซักค้านของทนายความจำเลยที่ ๑ ต่อผู้ซื้อซึ่งเป็นพยานโจทก์ทั้งสองปากนั้น ล้วนได้ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมาย โดยสรุปได้ว่า ตามกฎหมายนั้นถือว่า ผู้ซื้อทั้งสองได้ร่วมกันครอบครองยาบ้าทั้ง ยี่สิบเม็ด มิใช่ต่างคนต่างครอบครองคนละ สิบเม็ด
ซึ่งข้อนี้เป็นเหตุให้เกิดผลในทางกฎหมายตามมาที่ว่า กฎหมายให้สันนิษฐานว่า ผู้ซื้อทั้งสองนั้น ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กล่าวคือ ต้องดำเนินคดี ต่อผู้ซื้อทั้งสองรายนี้ ในฐานความผิดที่ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ซึ่งมีอัตราโทษหนักถึงประหารชีวิต หากจำนวนสารบริสุทธิ์ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ มิใช่ถูกดำเนินคดีในฐานความผิด มียาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ไว้ในครอบครอง
คนละสิบเม็ดแต่อย่างใด

เช่นนี้ ข้อพิจารณาต่อไปจึงมีว่า แล้วเหตุใดจึงมีการแบ่งยาบ้า ออกเป็นสองกอง กองละสิบเม็ด จนเป็นที่มาอันทำให้ผู้จำหน่ายยาเสพติดให้โทษซึ่งมีประวัติเป็นผู้ค้ายาเสพติด และยังคงมีพฤติการณ์จำหน่ายอยู่เช่นนั้น ได้ถูกเปลี่ยนฐานะจากผู้ขายมาเป็นผู้ซื้อในคดีนี้ จนทำให้หลุดรอดเงื้อมมือของกฎหมายไป ข้อนี้ คงไม่จำต้องอรรถาธิบายว่า ข้อเท็จจริงทั้งหลายดั่งกล่าว ย่อมเกี่ยวข้องกับ พยานโจทก์ปาก เจ้าพนักงานตำรวจอย่างแน่แท้ ถึงกระนั้น ก็ต้องให้ความเป็นธรรมต่อ พยานโจทก์ปากเจ้าพนักงานตำรวจยศ พันตำรวจตรี และพนักงานสอบสวนยศ พันตำรวจโท ด้วยข้ออธิบายต่อไปอีกว่า พันตำรวจตรี ได้ตอบข้อซักค้านของทนายความจำเลยที่ ๑ ในทำนองว่า ตามเอกสารรายงานสืบสวนปราบปรามยาเสพติดจำนวนหลายฉบับตามที่เจ้าพนักตำรวจใต้บังคับบัญชายศ สิบตำรวจเอก (ยศในขณะนั้น) ได้นำเสนอต่อ ตนนั้น ข้าฯ ไม่เคยสอบถามตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชานายนั้น ด้วยวาจาแต่อย่างใด ข้าฯ อ่านแต่รายงานฯ ส่วนพนักงานสอบสวนยศ พันตำรวจโทก็ได้ตอบข้อซักค้านของทนายความจำเลยที่ ๑ ในทำนองเดียวกัน จึงเห็นได้ว่า หากจะให้กล่าวเสียให้ครบถ้วนแล้ว เข้าใจว่า คงต้องเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มๆ

อนึ่ง เมื่ออธิบายถึง “พยานซัดทอด” หรือ “คำให้การซัดทอด”แล้ว เห็นว่า มีความจำเป็นจักต้องอธิบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ คดีนี้ต่อไปอีกว่า คดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ คดีนี้นั้น นอกจากมีการออกแบบในการแบ่งยาบ้าออกเป็น
สองกอง กองละ สิบเม็ด ดั่งกล่าวแล้ว ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามคำเบิกความพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อทั้งสองปาก
ทั้งนี้ ในการตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยที่ ๑ ในทำนองว่า ทั้งสองถูกฟ้องในความผิดฐาน ครอบครองยาบ้า คนละ สิบเม็ด โดยคดีทั้งสองมีการแยกฟ้องห่างกัน ประมาณ หนึ่งเดือน (??) ซึ่งในลักษณะนั้น เป็นผลให้คำเบิกความของซื้อทั้งสองปากดั่งกล่าว ถูกเปลี่ยนสถานะไป จากสถานะ “พยานซัดทอด” หรือ “คำให้การซัดทอด” สู่สถานะ “ประจักษ์พยานชั้นหนึ่ง” อันมีน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม ในการออกแบบดั่งกล่าว เข้าใจว่า พนักงานอัยการไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด ทั้งนี้ เนื่องจาก ด้วยปรากฏว่า ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นในคดีซึ่งผู้ซื้อทั้งสองถูกฟ้องเป็นจำเลย ได้มีคำพิพากษาตัดสินให้ปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ มีกำหนด.............ปี (แยกฟ้อง แยกตัดสิน ต่างวาระกัน) (??) ดั่งว่ามา ต่อมา พนักงานอัยการโจทก์ ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดั่งกล่าว โดยขอให้ลงโทษจำคุกจำเลย (ผู้ซื้อในคดีนี้) ทั้งนี้ พนักงานอัยการโจทก์ได้ให้เหตุผล พร้อมแสดงหลักฐานในทำนองว่า จำเลย (ผู้ซื้อในคดีนี้) มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ทั้งพบพฤติการณ์ยังคงจำหน่ายอยู่เช่นนั้น โดยเคยถูกลงโทษในคดียาเสพติดมาแล้วไม่เข็ดหลาบ แต่ที่สุด ศาลอุทธรณ์ตัดสินเพียงให้เพิ่มโทษปรับอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญาเช่นเดิม คดีถึงที่สุด จนกระทั่งในเวลาต่อมา ผู้ซื้อทั้งสองได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งก็คือ “คดีนี้”

เหล่านี้ แม้จะยังคงเป็นข้อยืนยันได้ว่า ไม่ว่าที่ผ่านมากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ที่สุดแล้ว “ศาลก็คือ ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน” กล่าวคือ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ โดยฟังข้อเท็จจริงไปตามข้อซักถามของพนักงานอัยการโจทก์แต่เพียงถ่ายเดียวก็ตาม ทว่า จำเลยที่ ๑ ก็ยังมีหนทางในอันจักร้องเรียนต่อ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ในรูปแบบคำฟ้องอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จนนำไปสู่ การคืนความยุติธรรมให้แก่ ประชาชนที่ตกเป็นจำเลยที่ ๑ ก็ตาม ถึงกระนั้น ก็มีข้อน่าคิดว่า “ความยุติธรรมที่ใช้เวลายาวนานถึง ๓ ปี เช่นนี้ กรณีเป็นการยุติ อย่างเป็นธรรมกระนั้นหรือ?”

โปรดอ่าน บทความนี้ คดีหมอมุก กับ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย (Criminal Justice Reform)” ฉบับที่ ๒ (ภาคต่อ) ในวันเสาร์ หรือวันอาทิตย์ ถัดไปครับ (เริ่มจะก่ง-ก๊ง ขออนุญาตมาเขียนต่อ ในวันเสาร์ถัดไปครับ) ส่วนวันพรุ่งนี้ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ อย่านอนหลับทับสิทธินะครับ “กาเบอร์ที่รัก กาพรรคที่ชอบ” เดี๋ยวโดนตัดสิทธิ ม้าย ช้าย อา ราย (ไม่รู้ว่าแอ๊บ หรือเอ๋อ?) เผื่อสมัคร อ.บ.ต. อ่ะ 555++ (ยืนยันว่า หัวเราะ บ่ใช่เบอร์เด๊อก้าหลาว ช่วงนี้ หัวเราะยังต้องระวัง เฮ้อ! พี่น้องชาวไทย)

ประพันธ์โดย
เกี้ยงเต็ก
(ทนายกิตติศักดิ์ แพทย์โอสถ)
๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔
(ลิขสิทธิ์ เป็นของผู้ประพันธ์)

powered by ธุรกิจไทย GO ONLINE